การรักษาโรคไตแบบประคับประคอง

การรักษาแบบประคับประคอง Palliative care (PC)

การรักษาแบบประคับประคอง คืออะไร?

การรักษาแบบประคับประคอง (Palliative care) คือ การดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายโดยไม่ฟอกไต จุดประสงค์หลักคือการบรรเทาอาการทรมานและควบคุมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีที่สุด โดยเป็นการดูแลครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ การให้การรักษาแบบประคับประคองจะเป็นการทำงาน และตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้ป่วย ญาติ และแพทย์ผู้ทำการรักษา หากคุณเลือกการดูแลแบบประคับประคอง ทีมดูแลสุขภาพจะวางแผนโดยดูจากความต้องการทางร่างกาย อารมณ์ และวิถีชีวิตของคุณ

การรักษาโรคไตแบบประคับประคอง เหมาะกับผู้ป่วยประเภทไหน

เนื่องจากการรักษาโรคไตแบบประคับประคอง เป็นทางเลือกการดูแลผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายโดยไม่ฟอกไตหรือปลูกถ่ายไต แต่มุ่งเน้นควบคุมอาการ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยกลุ่มหลักๆ ดังนี้

  • ผู้ป่วยที่การบำบัดทดแทนไตอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี: เช่น เสี่ยงความดันตกรุนแรงหรือมีปัญหาระบบหัวใจจากการฟอกเลือด หรือเสี่ยงติดเชื้อรุนแรงจากการล้างไตทางหน้าท้อง
  • ผู้ป่วยที่มีโรคร่วมระยะรุนแรง: เช่น เป็นโรคมะเร็งขั้นลุกลาม มีภาวะหัวใจล้มเหลวระยะสุดท้าย หรือโรคปอดระยะรุนแรง ซึ่งมีระยะเวลาคาดการณ์ที่จะมีชีวิตอยู่ไม่นาน
  • ผู้ป่วยที่ไม่สะดวกรับการรักษาระยะยาว: ขาดความพร้อมในการเดินทางมาโรงพยาบาลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง หรือการรักษาแบบปกติส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของตัวผู้ป่วยและญาติผู้ดูแลมากเกินไป

อาการที่ควรเฝ้าระวัง ในการรักษาแบบประคับประคอง

1.อาการปวด

อาการปวดเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ในผู้ป่วยไตวายที่รับการรักษาแบบประคับประคอง โดยมักมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของกระดูกและหลอดเลือดจากโรคไตเอง หรือมาจากโรคร่วมอื่นๆ เช่น อาการปวดเสียวปลายประสาทจากเบาหวาน และโรคข้อเสื่อมในผู้สูงอายุ สำหรับการดูแลรักษา แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาตามความรุนแรงและลักษณะอาการปวดคล้ายกับคนปกติ แต่มีความจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเลือกหลีกเลี่ยงยาแก้ปวดบางประเภทที่อาจสะสมจนเกิดอันตราย หรือทำการปรับลดขนาดของยาลงให้สอดคล้องกับประสิทธิภาพของไตที่เหลืออยู่ เพื่อควบคุมอาการปวดให้ผู้ป่วยสบายตัวที่สุดอย่างปลอดภัย

2.อาการเหนื่อยล้า

อาการเหนื่อยล้าในผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย โดยมักมีสาเหตุร่วมกันจากภาวะโลหิตจาง ปัญหานอนไม่หลับ ร่างกายขาดสารอาหาร ภาวะซึมเศร้า หรือผลข้างเคียงจากยา สำหรับการแก้ไขจะมุ่งเน้นที่ต้นเหตุ เช่น การฉีดฮอร์โมนกระตุ้นเม็ดเลือดแดงเพื่อแก้ภาวะซีด ซึ่งช่วยให้ร่างกายสดชื่นขึ้นชัดเจน หรือการจ่ายยาต้านเศร้าในรายที่มีความเครียดรุมเร้า ควบคู่ไปกับการรักษาแบบไม่ใช้ยา อย่างการปรับโภชนาการให้ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ และการสนับสนุนให้ผู้ป่วยขยับร่างกายหรือออกกำลังกายเบาๆ เท่าที่ไหว เพื่อช่วยฟื้นฟูกำลังและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

3.ปัญหาการนอน

ผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายที่รักษาแบบประคับประคอง มักเจอปัญหานอนไม่หลับ ซึ่งมักถูกรบกวนด้วยอาการปวด หรือโรคแฝงอย่างภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และกลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข แนวทางแก้ไขคือแพทย์จะตรวจหาภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้เพื่อรักษาให้ตรงจุด พร้อมแนะนำให้ผู้ป่วยปรับพฤติกรรมเพื่อสร้างสุขอนามัยการนอนที่ดี เช่น จัดห้องให้เงียบและนอนเป็นเวลา รวมถึงอาจพิจารณาใช้ยานอนหลับควบคู่ด้วยในรายที่จำเป็น เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

4.อาการคัน

อาการคันผิวหนังในผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย มักมีสาเหตุมาจากแร่ธาตุในร่างกายไม่สมดุล เช่น ฟอสเฟตหรือฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูงจนเกิดผลึกเกาะผิว รวมถึงปัญหาผิวแห้ง และภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก แพทย์จึงเน้นรักษาที่ต้นเหตุโดยการจ่ายยาจับฟอสเฟตหรือวิตามินดีเพื่อปรับสมดุลแร่ธาตุ ให้ธาตุเหล็กและฮอร์โมนเสริมเพื่อแก้ภาวะโลหิตจาง พร้อมแนะนำให้ทาครีมบำรุงผิว (Emollient) เพิ่มความชุ่มชื้นเพื่อลดอาการระคายเคืองอย่างตรงจุด

5.ภาวะเบื่ออาหาร

ภาวะเบื่ออาหารในผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย มักเกิดจากความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร ลิ้นรับรสผิดปรกติ กระเพาะอาหารทำงานช้า หรือปากแห้งจากผลข้างเคียงของยา การรักษาจึงเน้นแก้ตามอาการ เช่น จ่ายยาแก้อาเจียนสำหรับรายที่คลื่นไส้บ่อย ใช้น้ำลายเทียมช่วยลดอาการปากแห้งผาก รวมถึงแพทย์อาจพิจารณาให้ยาช่วยกระตุ้นความอยากอาหารในรายที่จำเป็น เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยทานอาหารได้มากขึ้นและป้องกันร่างกายขาดสารอาหาร

แหล่งอ้างอิง