ทำความเข้าใจโรคไตเรื้อรัง Chronic Kidney Disease (CKD)

 

โรคไตเรื้อรัง คืออะไร ?

โรคไตเรื้อรัง หรือ CKD (Chronic Kidney Disease) คือภาวะที่ไตทั้งสองข้างค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการกรองของเสีย และน้ำส่วนเกินออกจากเลือด อย่างต่อเนื่องนานเกิน 3 เดือน แม้โรคนี้จะรักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่หากตรวจพบเร็วและดูแลอย่างถูกวิธี เราสามารถชะลอความเสื่อมของไต ควบคุมอาการ และใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพอีกนาน บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจโรคไตเรื้อรังแบบครบทุกมุม ตั้งแต่ไตทำหน้าที่อะไร ทำไมถึงเป็นโรคไต ไปจนถึงวิธีดูแลตัวเองในแต่ละระยะ

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคไตเรื้อรัง

การรู้สาเหตุของโรคไตเรื้อรัง จะช่วยให้เราลดความเสี่ยงและชะลอการเกิดโรคได้ โดยปัจจัยที่พบบ่อย ได้แก่

  • เบาหวานและความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ไม่ดี ถือเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ
  • การสูบบุหรี่ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ส่งผลต่อไต
  • การกินอาหารรสจัด เค็มจัด หวานจัด และไขมันสูง
  • การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือยาชุด สมุนไพรบางชนิดต่อเนื่อง
  • ภาวะขาดการออกกำลังกายและน้ำหนักเกิน

อาการของโรคไตเรื้อรัง

 

อาการของโรคไตเรื้อรัง มีอะไรบ้าง

โรคไตเรื้อรังมักถูกเรียกว่าเป็น “ภัยเงียบ” เพราะในระยะแรกไตยังทำงานชดเชยได้ ผู้ป่วยจำนวนมากจึงแทบไม่มีอาการจนกระทั่งไตเสื่อมไปมากแล้ว อาการที่อาจพบเมื่อโรคดำเนินไป ได้แก่

  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง จากภาวะซีดและของเสียคั่ง
  • บวมที่เท้า ข้อเท้า หรือรอบดวงตา เพราะน้ำคั่งในร่างกาย
  • ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมยากขึ้น
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ คันตามผิวหนัง
  • ปัสสาวะผิดปกติ เช่น เป็นฟองมาก ปัสสาวะกลางคืนบ่อย หรือปริมาณเปลี่ยนไป

โรคไตเรื้อรัง มีกี่ระยะ

โรคไตเรื้อรัง มีกี่ระยะ

แพทย์จะประเมินการทำงานของไตจากค่าอัตราการกรองของไต หรือค่า eGFR ที่เป็นปริมาณเลือดที่ไหลผ่านตัวกรองของไตในหนึ่งนาที มีหน่วยเป็น มล./นาที/1.73 ตร.ม. ซึ่งคำนวณจากระดับครีเอตินินในเลือดร่วมกับอายุและเพศ ยิ่งค่า eGFR ต่ำ แปลว่าไตยิ่งทำงานได้น้อยลง โรคไตเรื้อรังสามารถแบ่งเป็น 5 ระยะตามค่า eGFR ได้ดังนี้

โรคไตระยะที่ 1 (eGFR มากกว่า 90)

ไตเริ่มมีความเสียหายแต่ยังทำงานได้เกือบปกติ อาจตรวจพบโปรตีนหรือเลือดในปัสสาวะเล็กน้อย มักยังไม่มีอาการ เน้นควบคุมโรคประจำตัวและติดตามค่าไตสม่ำเสมอ

โรคไตระยะที่ 2 (eGFR 60–89)

ไตสูญเสียการทำงานเล็กน้อย ส่วนใหญ่ยังไม่มีอาการชัดเจน ผู้ป่วยเบาหวานมักได้รับการวินิจฉัยในระยะนี้และเริ่มการรักษาเพื่อชะลอโรค

โรคไตระยะที่ 3 (eGFR 30–59)

เป็นระยะสำคัญที่อาจเริ่มมีอาการหรือถูกวินิจฉัยครั้งแรก ควรเริ่มปรับพฤติกรรมและการรักษาอย่างจริงจังเพื่อชะลอไม่ให้ลุกลามไประยะที่สูงขึ้น

โรคไตระยะที่ 4 (eGFR 15–29)

ไตเสียหายมาก มีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ภาวะไตวาย ระยะนี้ผู้ป่วยและแพทย์ควรเริ่มวางแผนการบำบัดทดแทนไต เช่น การล้างไตหรือการปลูกถ่ายไต ล่วงหน้า

โรคไตระยะที่ 5 (eGFR น้อยกว่า 15)

เป็นระยะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ไตแทบไม่สามารถกรองของเสียได้ ผู้ป่วยมักมีอาการชัดเจนและจำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต ภายใต้การตัดสินใจร่วมกันกับแพทย์ (Shared Decision Making (SDM)) ในการเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดกับผู้ป่วยแต่ละราย 

 

เมื่อไหร่ที่ต้องทำการบำบัดทดแทนไต

การตัดสินใจเริ่มการบำบัดทดแทนไต (Renal Replacement Therapy หรือ RRT) เป็นกระบวนการที่แพทย์ พิจารณาร่วมกับผู้ป่วยอย่างละเอียด โดยปกติผู้ป่วยที่ต้องทำการบำบัดทดแทนไต จะเป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 5 หรือไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย มีค่า eGFR น้อยกว่า 15 มล./นาที/1.73 ตร.ม. ซึ่งเป็นระยะที่ไตสูญเสียความสามารถในการกรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย

การรักษาโรคไตเรื้อรัง โดยการบำบัดทดแทนไต มีกี่วิธี

  1. การล้างไตทางช่องท้อง (PD)
    เป็นการใช้เยื่อบุช่องท้องทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือด ทำได้ที่บ้าน รวมทั้งทำได้ในขณะนอนหลับหรือเดินทาง สามารถทำได้อย่างสะดวก สะอาด ปลอดภัย ล้างไตได้ที่บ้าน ไม่ต้องไปที่โรงพยาบาล ผู้ป่วยสามารถทำงานและดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ
  2. การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (HD)
    วิธีบำบัดทดแทนการทำงานของไต โดยการนำเลือดออกจากร่างกายผ่านทางหลอดเลือด เข้าสู่เครื่องฟอกเลือด ซึ่งทำหน้าที่เป็น ไตเทียม เพื่อกรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากเลือด จากนั้นจึงส่งเลือดที่สะอาดกลับเข้าสู่ร่างกาย
  3. การปลูกถ่ายไต ( Kidney Transplantation)
    การรักษาผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ดีที่สุด โดยแพทย์จะผ่าตัดนำไตที่ยังทำงานได้ดีจากผู้บริจาค (ทั้งผู้เสียชีวิตหรือผู้มีชีวิต) มาใส่ในช่องท้องของผู้ป่วย ไตใหม่จะทำหน้าที่กรองของเสียแทนไตเดิมที่เสื่อมสภาพไป
  4. การรักษาแบบประคับประคอง (Palliative care)
    การดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายโดยไม่ฟอกไต จุดประสงค์หลักคือการบรรเทาอาการทรมานและควบคุมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีที่สุด โดยเป็นการดูแลครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ

คำถามที่พบบ่อย

โรคไตเรื้อรังยังรักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่การตรวจพบเร็วและดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมช่วยชะลอความเสื่อมของไตและทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

โรคไตเรื้อรังเกิดขึ้นช้าๆ และถาวร ในขณะที่ไตวายเฉียบพลันเกิดขึ้นเร็วและอาจฟื้นตัวได้หากรักษาทัน

ในระยะแรกมักไม่มีอาการ อาการจะปรากฏเมื่อโรคดำเนินไปมากแล้ว เช่น บวมน้ำ ความดันสูง ปัสสาวะผิดปกติ

eGFR คืออัตราการกรองของไต ใช้ประเมินระยะของโรคไต ยิ่งต่ำยิ่งหมายความว่าไตทำงานได้น้อยลง

สามารถชะลอการเสื่อมได้โดยการควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิต งดสูบบุหรี่ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ

วิธีดูแลผู้ป่วยและครอบครัว