รวมคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับโรคไต พร้อมคำตอบที่เชื่อถือได้ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวเข้าใจการรักษาได้ดียิ่งขึ้น
ผ่าตัดเล็กใส่สายท่อล้างไต → เว้นระยะ 2–4 สัปดาห์ให้แผลหาย → เข้ารับการฝึกอบรม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน: ติดเชื้อ น้ำหนักเพิ่ม ท้องอืด
ต้องปรับตารางล้างไต 3–4 ครั้ง/วัน งดแช่ตัวในอ่างน้ำหรือว่ายน้ำในน้ำที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ แต่อาบน้ำฝักบัวและว่ายน้ำในสระคลอรีนได้
ขึ้นกับอายุ โรคร่วม และจำนวนครั้งที่เกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบ ผู้ป่วยสูงอายุอาจมีอายุขัยสั้นกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ APD
ผ่านการฝึกอบรม 2–5 วัน, เตรียมพื้นที่สะอาดสำหรับล้างไต, เรียนรู้การดูแลสายท่อ, ฝึกล้างมือให้ถูกวิธี, จัดเก็บอุปกรณ์ให้พร้อม, เก็บบันทึกและวัดความดันโลหิต
ขึ้นกับหลายปัจจัย ได้แก่ อายุ โรคร่วม และพฤติกรรมของผู้ป่วย บางรายมีชีวิตยืนยาวถึง 30 ปี ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5–10 ปี
ตรวจเลือดและปัสสาวะ; ระยะ 5 มีค่า eGFR ต่ำกว่า 15 มล./นาที/1.73m²
ค่า eGFR เท่าไร, ต้องเริ่มฟอกไตไหม, ปลูกถ่ายไตเป็นทางเลือกไหม, จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเลือกใดดีที่สุด, ต้องเปลี่ยนยาไหม, กรณีใดต้องพบแพทย์เร่งด่วน
ควรบอก โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ด้วยกัน เพื่อให้ช่วยดูแลและเตรียมพร้อม
ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น อายุ โรคร่วม และวิธีการรักษา การฟอกไตหรือการปลูกถ่ายช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
ไม่สามารถรักษาหายขาดได้ แต่ชะลอได้ด้วยยา ACE inhibitors, ARBs และ SGLT2 inhibitors
ตรวจค่า eGFR; ระยะ 4 มีค่าอยู่ระหว่าง 15–29 มล./นาที/1.73m²
ค่า eGFR เท่าไร, ต้องทำอะไรต่อไป, ยาอะไรลดความเสียหาย, ต้องเปลี่ยนยาสำหรับโรคอื่นไหม
ไตได้รับความเสียหายรุนแรง และมีความเสี่ยงสูงที่จะพัฒนาไปสู่ระยะ 5
ผู้ป่วยในระยะ 4 อาจยังไม่ต้องฟอกไต แต่ทีมแพทย์จะหารือเรื่องการวางแผนล่วงหน้า
ควรบอก โดยเฉพาะในระยะที่โรคลุกลาม เพื่อให้ครอบครัวช่วยเตรียมความพร้อม
ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถชะลอการดำเนินโรคได้ด้วยยา เช่น ACE inhibitors, ARBs และ SGLT2 inhibitors
ตรวจค่า eGFR; ระยะ 3 มีค่า eGFR อยู่ระหว่าง 30–59 มล./นาที/1.73m²
ไตยังทำงานได้เอง หากปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อาจไม่ต้องฟอกไต
ในระยะเริ่มต้น GP สามารถดูแลได้ แต่ควรพบอายุรแพทย์โรคไตเมื่อโรคพัฒนาขึ้น
ควรแบ่งปันข้อมูลกับครอบครัว เพราะต้องมีการเปลี่ยนวิถีชีวิตและอาจต้องการความช่วยเหลือ
ไม่แน่นอน ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น การควบคุมโรคร่วม พฤติกรรม และการรักษา
ค่า eGFR ปัจจุบันคือเท่าไร, คาดหวังอะไรต่อจากนี้, ยาอะไรช่วยลดความเสียหาย, ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างไร, ต้องการนักกำหนดอาหารไหม
เข้าพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการโดยเร็ว เพราะอาการเหล่านี้อาจมีสาเหตุอื่นนอกจากโรคไต
ไม่ได้ ความรุนแรงของอาการไม่สามารถบ่งบอกระยะของโรคได้แม่นยำ ทีมแพทย์เป็นผู้ที่แนะนำเกี่ยวกับการพัฒนาของโรคได้เท่านั้น
ตรวจปัสสาวะ (ACR/PCR) และตรวจเลือดหาค่า eGFR
อัตราส่วนอัลบูมินต่อครีเอตินีนในปัสสาวะ ใช้ตรวจหาอัลบูมินในปัสสาวะ
ใช่ วัดระดับโปรตีนในปัสสาวะ ซึ่งเป็นสัญญาณของความเสียหายของไต
ค่าต่ำกว่า 60 = CKD; ค่าต่ำกว่า 15 = ระยะที่ 5 (ไตวาย)
ขึ้นกับระยะที่ตรวจพบ การรักษาที่เหมาะสมช่วยชะลอและป้องกันการเกิดไตวายได้
ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง และลดความเสี่ยงด้วยการงดสูบบุหรี่ ออกกำลังกายระดับปานกลาง รับประทานอาหารที่เป็นมิตรต่อไต ติดตามความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ
ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดร่วมกับแพทย์ ระวัง CKD ที่อาจเกิดขึ้นภายใน 2–5 ปีในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 และตรวจค่าไตเป็นประจำ
ตรวจปัสสาวะเพื่อวัด ACR หรือ PCR และตรวจเลือดเพื่อหาค่า eGFR
ACR (Albumin-to-Creatinine Ratio) คืออัตราส่วนอัลบูมินต่อครีเอตินีนในปัสสาวะ ใช้ตรวจหาอัลบูมินในปัสสาวะ เป็นตัวบ่งชี้โรคไตเรื้อรังสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
ใช่ PCR (Protein-to-Creatinine Ratio) วัดระดับโปรตีนในปัสสาวะ ซึ่งเป็นสัญญาณของความเสียหายของไต
eGFR เป็นตัวบ่งชี้การทำงานของไต ค่าต่ำกว่า 60 มล./นาที/1.73m² เป็นเวลา 3 เดือนขึ้นไป = CKD เริ่มต้น; ต่ำกว่า 15 = ระยะที่ 5 (ไตวาย)
ขึ้นกับระยะที่ตรวจพบ ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ไตวายเสมอ การรักษาและปรับพฤติกรรมช่วยชะลอการดำเนินโรคได้
สิ่งสำคัญคือเรื่องอาหารของผู้ป่วยให้เหมาะสมกับระดับเกลือแร่ในเลือดตามคำแนะนำของแพทย์
หากเป็นโรคไตเรื้อรังที่อาจมีโรคร่วม เช่น เบาหวาน ควรรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และควรงดบุหรี่ สุรา หลีกเลี่ยงอาหารมัน
หลักๆ คือเรื่องอาหารและสุขอนามัย ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาล
ผู้ป่วยที่ตัดสินใจรับการรักษาล้างไตทางช่องท้อง จะมีผลลัพธ์ที่ดี ผู้ป่วยจะสดชื่นขึ้น ทานอาหารได้ ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
ผู้ป่วยมักเกิดความกังวลกับการรักษาหรือการใช้ชีวิต แต่ผู้ป่วยจะมีทีมบุคลากรทางการแพทย์คอยให้คำแนะนำอยู่เสมอ
พว.อุไรวรรณ: หากรับประทานเอนชัวร์ซึ่งมีน้ำเป็นส่วนประกอบ ต้องระมัดระวังภาวะน้ำเกิน
นพ.ยุติธรรม: คาดว่าผู้ป่วยไม่ได้มีการวางแผนการรักษามาก่อน แนะนำให้ปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ในการวางแผนการรักษาต่อไป
อาการเริ่มต้นของโรคไตมีน้อยมาก ควรพิจารณาจากความเสี่ยงก่อน ผู้มีโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง รับประทานยาแก้ปวดบ่อย มีประวัติครอบครัว มีนิ่วในไต ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง
ถ้านิ่วไม่ขัดขวางทางเดินปัสสาวะ ไม่น่ากังวล แต่หากขัดขวาง อาจต้องมีกระบวนการรักษา และหากขนาดน้อยกว่า 0.5 cm มีโอกาสสลายไปได้เอง
ต้องหาสาเหตุที่สัมพันธ์กัน อาจเกิดจากโรคอื่นๆ นอกจากนี้หากร่างกายมีอาการป่วยหนักก็มีโอกาสเกิดผมร่วงได้เช่นกัน
เนื่องจากไตหยุดทำงาน จึงไม่มีปัสสาวะออกมา
ควรพิจารณาว่ามีโรคที่เสี่ยงต่อโรคไตหรือไม่ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรค SLE พฤติกรรมชอบทานยาแก้ปวด หากพบว่าปัสสาวะมีเลือดหรือเป็นฟอง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์
หากโพแทสเซียมต่ำอาจจะเกิดภาวะขาอ่อนแรงได้ ผู้ป่วยจึงต้องตรวจเช็คผลเลือดถึงจะบอกสาเหตุได้ชัดเจน
โรคไตวายเรื้อรังต่างจากโรคไตวายเฉียบพลัน (ซึ่งหากแก้ไขได้ค่าไตจะกลับมาปกติ) สำหรับโรคไตวายเรื้อรัง เป้าหมายคือการชะลอการเสื่อมลงให้มากที่สุด
อัตราการกรองไตเหลือ 7 คาดว่าคุณหมอผู้ดูแลกำลังอยู่ในช่วงเตรียมตัวสำหรับบำบัดทดแทนไต ควรควบคุมน้ำและอาหารเค็มให้ดี
ต้องพิจารณาว่ามีโรคร่วมหรือไม่ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หากมีต้องควบคุมโรคให้ดีเพื่อชะลอการเสื่อมของไต
ผู้ป่วยบำบัดทดแทนไตสามารถออกกำลังกายได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงกีฬาที่มีการปะทะ วิธีง่ายๆ คือการเดิน แนะนำ 10,000 ก้าว/วัน กรณีต้องการว่ายน้ำควรปรึกษาแพทย์ก่อน
วิธีการรักษานี้ยืดหยุ่น ผู้ป่วยยังสามารถเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศได้ตามปกติ โดยพกน้ำยาล้างไตไปด้วย
กรณีฟอกเลือด ต้องเช็คกับศูนย์ฟอกเลือดในประเทศนั้นๆ ก่อนว่ารับบริการได้หรือไม่ แต่หากล้างไตทางหน้าท้องสามารถพกน้ำยาไปเที่ยวด้วยได้
กรณีใช้เครื่องอัตโนมัติ สามารถเที่ยวได้หากที่พักมีไฟฟ้ารองรับ กรณีล้างด้วยมือเพียงเตรียมน้ำยาไปให้เพียงพอก็สามารถเดินทางได้
สามารถออกกำลังกายได้ตามสมควร ผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องต้องระวังการยกของหนักและหลีกเลี่ยงการว่ายน้ำ ผู้ป่วยฟอกเลือดสามารถออกกำลังกายได้แต่หากออกกำลังกายหลังฟอกเลือดอาจมีอาการเวียนหัว หน้ามืดได้
สามารถรับการรักษาด้วยวิธีล้างไตทางช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติได้
สามารถรับการรักษาด้วยวิธีล้างไตทางช่องท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติได้
สิทธิราชการสามารถเข้ารพ. ได้ทุกแห่งที่เป็นรพ. รัฐบาล แต่ต้องสอบถามว่ารพ. รัฐบาลนั้นๆ มีบริการการล้างไตทางช่องท้องหรือไม่
ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นสิทธิ 30 บาท สิทธิราชการ หรือสิทธิประกันสังคม สามารถเลือกรับการรักษาด้วยการล้างไตทางช่องท้องได้ทั้ง 2 วิธี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ทุกๆ สิทธิ สามารถใช้เครื่องล้างไตทางช่องท้องได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ปัจจุบันทุกสิทธิการรักษาสามารถเข้าถึงการรักษาได้แล้ว
ยาแก้ปวดและยาคลายกล้ามเนื้อ (ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้)
ยาเบาหวาน Metformin (หากไตเข้าระยะ 4-5 อาจต้องปรับลด)
ยาความดันกลุ่ม ACEI/ARB (ดีสำหรับชะลอไตเสื่อม แต่ต้องใช้ตามแพทย์สั่ง)
หากรับประทานอาหารครบแล้ว อาหารเสริมอาจไม่จำเป็น แพทย์จะให้วิตามินเสริมกับผู้ป่วยโรคไตอยู่แล้ว วิตามิน C ขนาดสูงอาจก่อให้เกิดนิ่วในไต วิตามิน E มีรายงานว่าอาจก่อให้เกิดไตวายได้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง
ต้องพิจารณาว่ายาสมุนไพรดังกล่าวมีการสกัดสารด้วยกระบวนการที่ได้มาตรฐานหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง
ผู้ป่วยควรศึกษาก่อนว่ามีข้อมูลการศึกษาทางคลินิกหรือไม่ ปริมาณที่เหมาะสมแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน หากตัดสินใจรับประทานสมุนไพรใด ควรปรึกษาแพทย์และพยาบาลก่อน เพราะสมุนไพรบางชนิดอาจทำให้ภาวะโรคไตแย่ลงได้
คาดว่าผู้ป่วยเป็นโรคไตอักเสบ และอาการบวมน่าจะเกิดจากไตอักเสบ ยา Prednisolone เป็นยาที่ใช้รักษาไตอักเสบ ควรรับประทานยาตามแพทย์สั่ง
ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังตั้งแต่ระยะที่ 3 เป็นต้นไป ไม่มีความจำเป็นต้องเสริมโปรตีน
สามารถใช้ได้ สามารถใช้เกลือโพแทสเซียมทดแทนได้ แต่ต้องระมัดระวัง หากได้รับโพแทสเซียมมากเกินไปอาจส่งผลอันตรายต่อร่างกายได้ ควรปรึกษาแพทย์และนักโภชนาการ
การดื่มน้ำช่วยป้องกันโรคไตได้ แต่ต้องดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ แนะนำ 8 แก้วต่อวัน สำหรับผู้ป่วยโรคไตควรตวงปริมาณน้ำดื่มกับปัสสาวะ เพื่อไม่ให้บวมน้ำ
ควบคุมโปรตีน (เนื้อสัตว์ ไข่) 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำหนักตัว 10 กิโลกรัม จำกัดฟอสฟอรัส (ถั่ว ชา กาแฟ ไข่แดง) และโพแทสเซียม (ผลไม้ ผักใบเขียว) ตามคำแนะนำของแพทย์
ผงชูรสมีโซเดียมเป็นองค์ประกอบ หากใช้ต้องใช้ปริมาณน้อย และไม่ควรเพิ่มเกลือ น้ำปลา หรือซีอิ๊วอีก
สามารถดื่มกาแฟได้ แต่ไม่ควรเพิ่มนม ครีมเทียม หรือกาแฟแบบ 3 in 1 เพราะจะเพิ่มปริมาณฟอสฟอรัส
หากกินเยอะเกินไปอาจมีค่าไนโตรเจนยูเรียสูง ทำให้ไตทำงานหนัก ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม
ทั้งสองวิธียังต้องจำกัดอาหาร แต่การล้างไตทางช่องท้องสามารถกำจัดโพแทสเซียมได้ดีกว่า จึงอาจรับประทานอาหารได้หลากหลายกว่า แต่ขึ้นกับผลเลือดของผู้ป่วยแต่ละรายด้วย
ระยะแรก: จำกัดอาหารเค็ม โดยเฉพาะอาหารแปรรูป
ระยะหลัง: หากฟอสฟอรัสสูง จำกัดอาหารกระป๋อง นม น้ำอัดลม; หากโพแทสเซียมสูง จำกัดทุเรียน กล้วยหอม ขนุน ส้ม ผลไม้อบแห้ง น้ำผลไม้; หากบวม จำกัดน้ำด้วย
ฟอสฟอรัสสูง → พาราไธรอยด์ฮอร์โมนสูง → ความผิดปกติของกระดูก หินปูนสะสมตามหลอดเลือด
โพแทสเซียมสูง → หัวใจเต้นผิดจังหวะ
ในโรคไตระยะเริ่มต้นยังไม่มีการจำกัดน้ำ แนะนำให้ดื่มน้ำปกติ 2 ลิตร
ควรระมัดระวังและควบคุมอาหารประเภทโปรตีนเป็นสิ่งสำคัญมาก
ไข่ขาวคือโปรตีน ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะท้ายที่ยังไม่ได้รับการบำบัดทดแทน แพทย์มักให้จำกัดโปรตีน หากกินไข่ขาวมากอาจไม่ส่งดีต่อผู้ป่วย ส่วนน้ำข้าวเสมือนน้ำธรรมดาไม่ได้ช่วยบำรุงไต
ต้องเช็คค่าฟอสฟอรัสในเลือดก่อน หากไม่สูงมากก็สามารถรับประทานได้ กาแฟดำ (decaf) ยังคงมีฟอสฟอรัสอยู่ จึงควรพิจารณาจากผลเลือด
ต้องควบคุมอาหารเช่นกัน ตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
ทีมปลูกถ่ายอวัยวะจะมีการประเมินสุขภาพของผู้บริจาคและผู้รับบริจาคก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัยสูงสุด หากปลูกถ่ายสำเร็จและไม่มีปัญหาแทรกซ้อน ก็จะช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาแข็งแรง
แนะนำให้ปรึกษาโรงพยาบาลที่รับการรักษาเพื่อประเมินคิวรอเข้ารับการปลูกถ่ายไต
มีโอกาสปลูกถ่ายไตได้ ไม่ว่าจะฟอกเลือดหรือล้างไตทางช่องท้อง การปลูกถ่ายมี 2 แบบ คือจากผู้มีชีวิต (เครือญาติ) และจากผู้เสียชีวิต (สมองตาย)
เป็นการดึงเลือดออกจากร่างกายประมาณ 300 ซีซี (เท่ากับกระป๋องน้ำอัดลม) มาเข้าเครื่องฟอกเลือดเพื่อขับของเสียออกจากร่างกาย
มีความเป็นไปได้ว่าเส้นเลือดที่ใช้ดึงเลือดอาจมีปัญหา ควรให้แพทย์ผู้ทำการรักษาประเมินอาการ
จะหยุดฟอกไตได้ก็ต่อเมื่อได้รับการปลูกถ่ายไตเท่านั้น หากหยุดรักษาตอนนี้จะเกิดอาการโรคไตอื่นๆ ตามมา
การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมช่วยทำงานแทนไตได้ประมาณ 10-20% ค่าไตที่เพิ่มขึ้นเป็นผลของการฟอกเลือด ไม่ได้หมายความว่าไตในร่างกายกลับมาทำงานดีขึ้น
การฟอกไตอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ถือว่าน้อยแล้ว คาดว่าไม่น่าจะสามารถลดความถี่ได้ หากปริมาณปัสสาวะลดลง อาจต้องเพิ่มเป็นอาทิตย์ละ 3 ครั้ง
มักเกิดในช่วงแรกของการฟอกเลือดเพราะมีการเปลี่ยนแปลงของเสียในร่างกายอย่างรวดเร็ว อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น แต่ถ้าเกิดหลังจากฟอกสักระยะและปัสสาวะลดลง อาจฟอก 2 ครั้ง/สัปดาห์ ไม่เพียงพอ
น้ำหนักแห้ง คือน้ำหนักหลังการฟอกเลือด ปกติหลังฟอกเลือดพยาบาลจะให้ผู้ป่วยชั่งน้ำหนักตัว นั้นคือน้ำหนักแห้ง
มีการใส่ท่อเข้าไปในช่องท้องเพื่อใส่น้ำยาล้างไตแช่ในช่องท้อง ให้เกิดการแลกเปลี่ยนของเสียออกจากร่างกาย ปัจจุบันมี 2 แบบ คือการล้างด้วยตนเอง (CAPD) และด้วยเครื่องอัตโนมัติ (APD)
หากมีความจำเป็นควรปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลเพื่อปรับวิธีการรักษาให้เหมาะสม
หากปฏิบัติตามวิธีการที่พยาบาลอบรมไว้ โอกาสติดเชื้อน้อยมาก ควรปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด
ควรสำรวจ: ข้อต่อสีเขียวว่าหักดีหรือไม่ / การเปิดวาล์วปิดสุดหรือไม่ / ลองเปลี่ยนท่าขณะใส่น้ำยา / ตรวจสอบอาการท้องผูก
หากปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาล โอกาสการติดเชื้อมีน้อย และหากติดเชื้อแล้วได้รับการรักษาเร็วก็จะไม่ทำให้เสียชีวิต
สามารถใช้การล้างไตด้วยเครื่องอัตโนมัติได้ เพราะลดจำนวนครั้งการต่อสาย ลดโอกาสการติดเชื้อ และแนะนำให้ปรับพลิกตะแคงตัวบ่อย
ปัจจุบันพบการติดเชื้อน้อยมาก ผู้ป่วยจะได้รับการอบรมจากพยาบาลก่อนรับการรักษา หากปฏิบัติตามที่อบรมจะลดโอกาสการติดเชื้อได้
ข้อดี: ยืดหยุ่น ปรับเวลาได้ เดินทางได้ ช่วงกลางวันใช้ชีวิตตามปกติ (กรณี APD)
ข้อจำกัด: อาจรู้สึกอืดอัดช่วงแรก น้ำยาทำจากกลูโคสอาจทำให้น้ำตาลสูง เครื่อง APD อาจรบกวนการนอน
เมื่อไตในร่างกายทำงานลดลง ต้องล้างไตทุกวัน เนื่องจากการล้างไตทางช่องท้องจะค่อยๆ กำจัดของเสีย จึงต้องอาศัยความถี่ในการกำจัดของเสีย
สามารถทำได้และเหมาะกับผู้สูงอายุ เพราะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความดันน้อยกว่า แต่ต้องตรวจสอบว่าผู้ป่วยมีข้อห้ามหรือไม่ เช่น ผนังหน้าท้องไม่เหมาะ หรือมีภาวะไส้เลื่อน
เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการจัดการเวลาด้วยตัวเองได้
การล้างไตทางช่องท้องมี 2 แบบ คือแบบมือและแบบเครื่องอัตโนมัติ ผู้ป่วยจะได้รับการสอนจากพยาบาลก่อน วิธีการไม่ยุ่งยาก โดยต้องจัดเตรียมบ้านให้สะอาดตามคำแนะนำของพยาบาล
สามารถใช้งานได้ไม่ยุ่งยาก ทางพยาบาลจะมีการสอนก่อนผู้ป่วยจะนำเครื่องกลับไปใช้ที่บ้าน
หากอัตราการกรองไตไม่ต่ำมาก อาจแค่ติดตามอาการ แต่หากเริ่มมีอาการบวม ค่าไตลดลง คลื่นไส้อาเจียน โพแทสเซียมสูง เลือดเป็นกรด ก็ต้องเริ่มบำบัดทดแทนไต
ผู้ป่วยส่วนใหญ่กังวลเรื่องการติดเชื้อ แต่จริงๆ ไม่น่ากลัว เพียงเตรียมสภาพแวดล้อมบ้านให้สะอาดและฝึกล้างมือให้ถูกวิธีก็จะลดโอกาสการติดเชื้อได้
มี 4 วิธีหลัก ได้แก่ การล้างไตทางช่องท้อง (PD) การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (HD) การปลูกถ่ายไตและการรักษาแบบประคับประคอง
ขึ้นอยู่กับสุขภาพ วิถีชีวิต และสภาพแวดล้อมของผู้ป่วย แพทย์จะช่วยประเมินและให้คำแนะนำที่เหมาะสม
เหมาะกับผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่น สามารถดูแลตัวเองได้ และต้องการทำที่บ้าน
เหมาะกับผู้ที่ไม่สะดวกทำเองที่บ้าน หรือมีปัญหาสุขภาพที่ไม่สามารถล้างไตทางช่องท้องได้
แบ่งเป็น 5 ระยะตามค่า eGFR ระยะที่ 1-2 ไตยังทำงานได้ดีพอสมควร ระยะที่ 3-4 เริ่มเสื่อมชัดเจน ระยะที่ 5 ไตวายต้องบำบัดทดแทนไต
creatinine เป็นของเสียที่ไตต้องกรองออก หากค่าสูงหมายความว่าไตกรองได้น้อยลง แต่ eGFR ให้ภาพที่ชัดเจนกว่า
หมายความว่า eGFR อยู่ระหว่าง 30-59 ไตทำงานลดลงปานกลาง ควรพบแพทย์อายุรแพทย์โรคไตและปรับพฤติกรรม
ควรเริ่มปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีบำบัดทดแทนไต ได้แก่ การล้างไตทางช่องท้อง การฟอกเลือด หรือการปลูกถ่ายไต
การรั่วของโปรตีนออกทางปัสสาวะเป็นสัญญาณว่าไตเสียหาย และยิ่งรั่วมากยิ่งเร่งการเสื่อมของไต
ค่า eGFR ลดลงตามอายุ แต่หากลดลงเร็วหรือมีโปรตีนในปัสสาวะร่วมด้วยถือว่าผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์
eGFR 48 อยู่ในระยะที่ 3b ควรพบอายุรแพทย์โรคไต ปรับอาหาร ควบคุมความดันและน้ำตาล เพื่อชะลอการเสื่อม
ขึ้นอยู่กับระยะของโรค โรคร่วม และการรักษา ผู้ที่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมสามารถมีชีวิตยืนยาวได้
ควรสอบถามเป้าหมายของผู้ป่วยก่อนว่าวางแผนชีวิตอย่างไร เพราะผู้ป่วยบางรายอาจไม่ต้องการการรักษาเพิ่มเติม หรือต้องการรับการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมกับสถานการณ์
โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease หรือ CKD) คือภาวะที่ไตสูญเสียความสามารถในการกรองของเสียออกจากร่างกายอย่างถาวร โดยมักพบร่วมกับโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง
สาเหตุหลักคือโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งทำให้หลอดเลือดในไตเสื่อมสภาพตามกาลเวลา
ในระยะแรกมักไม่มีอาการ อาการจะปรากฏเมื่อโรคดำเนินไปมากแล้ว เช่น บวมน้ำ ความดันสูง ปัสสาวะผิดปกติ
โรคไตเรื้อรังเกิดขึ้นช้าๆ และถาวร ในขณะที่ไตวายเฉียบพลันเกิดขึ้นเร็วและอาจฟื้นตัวได้หากรักษาทัน
eGFR คืออัตราการกรองของไต ใช้ประเมินระยะของโรคไต ยิ่งต่ำยิ่งหมายความว่าไตทำงานได้น้อยลง
ควรตรวจปัสสาวะเพื่อหาโปรตีนและตรวจเลือดเพื่อวัดค่า eGFR อย่างน้อยปีละครั้ง
สามารถชะลอการเสื่อมได้โดยการควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิต งดสูบบุหรี่ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ยา Lostaten คือยาลดไขมัน ส่วน Lisinopril คือยาความดันซึ่งมีผลช่วยลดโปรตีนรั่วในปัสสาวะด้วย หากหยุดยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์อาจทำให้อาการแย่ลงได้
ไตข้างซ้ายที่เล็กผิดปกติอาจทำให้การทำงานของไตลดลง ควรติดตามและตรวจสุขภาพไตเป็นประจำ
ออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น เดิน หรือปั่นจักรยาน อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ แต่ต้องไม่หักโหมจนเกินไป
ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังสามารถทำงานได้ตามปกติในระยะแรก แต่ควรหลีกเลี่ยงงานที่หักโหมเกินไปและระมัดระวังเรื่องยาที่ใช้
ควรจำกัดโซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และโปรตีน ตามคำแนะนำของแพทย์และนักโภชนาการ
เนื่องจากไตผลิตฮอร์โมน erythropoietin ลดลง ทำให้ไขกระดูกผลิตเม็ดเลือดแดงได้น้อยลง
สามารถตั้งครรภ์ได้แต่มีความเสี่ยงสูง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนก่อนตั้งครรภ์
เกิดจากไตไม่สามารถกำจัดน้ำออกจากร่างกายได้เพียงพอ ทำให้น้ำสะสมในเนื้อเยื่อ