โรคไตระยะที่ 5

โรคไตระยะที่ 5 คืออะไร อาการเป็นอย่างไร และต้องล้างไตเลยหรือไม่?

โรคไตระยะที่ 5 เป็นระยะที่การทำงานของไตลดลงอย่างมาก โดยมีค่า eGFR ต่ำกว่า 15 มล./นาที/1.73 ตร.ม. แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนจะต้องเริ่มล้างไตทันที เพราะแพทย์จะพิจารณาจากอาการ ภาวะแทรกซ้อน ผลตรวจ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยแต่ละราย

บทความนี้จะช่วยทำความเข้าใจอาการและภาวะแทรกซ้อนของโรคไตระยะที่ 5 รวมถึงเกณฑ์ที่แพทย์ใช้พิจารณาเริ่มล้างไต ทางเลือกในการรักษาและการเตรียมตัวสำหรับการบำบัดทดแทนไต

สารบัญบทความ

Key takeaway

  • โรคไตระยะที่ 5 คือโรคไตเรื้อรังที่มีค่า eGFR ต่ำกว่า 15 มล./นาที/1.73 ตร.ม.
  • ผู้ป่วยอาจมีอาการ เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ บวม คัน หรือหายใจเหนื่อย แต่บางรายอาจยังไม่มีอาการชัดเจน
  • eGFR ต่ำกว่า 15 ไม่ได้หมายความว่าต้องล้างไตทันที แพทย์จะพิจารณาอาการ ภาวะแทรกซ้อน ผลตรวจ และคุณภาพชีวิตร่วมกัน
  • ทางเลือกเมื่อเข้าสู่ภาวะไตล้มเหลว ได้แก่ การล้างไตทางช่องท้อง การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การปลูกถ่ายไต และการดูแลแบบประคับประคอง/ประคับประคองโดยไม่บำบัดทดแทนไต

โรคไตระยะที่ 5 คืออะไร?

โรคไตระยะที่ 5 หรือ CKD Stage 5 เป็นระยะรุนแรงของโรคไตเรื้อรัง โดยมีค่า eGFR (estimated Glomerular Filtration Rate) ต่ำกว่า 15 มล./นาที/1.73 ตร.ม. ซึ่งสะท้อนว่าการทำงานของไตลดลงอย่างมากและมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยระยะนี้จึงควรได้รับการติดตามจากแพทย์เฉพาะทางอย่างใกล้ชิด เพื่อควบคุมภาวะแทรกซ้อนและวางแผนการรักษา รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับการบำบัดทดแทนไตหากมีข้อบ่งชี้

โรคไตระยะที่ 5 กับโรคไตระยะสุดท้ายเหมือนกันหรือไม่?

โรคไตระยะที่ 5 กับโรคไตระยะสุดท้ายเป็นคำที่มักใช้เรียกใกล้เคียงกัน แต่ไม่ได้มีความหมายเหมือนกันทั้งหมด โดยโรคไตระยะที่ 5 หมายถึงโรคไตเรื้อรังที่การทำงานของไตลดลงอย่างมาก มีค่า eGFR ต่ำกว่า 15 มล./นาที/1.73 ตร.ม. ส่วนคำว่า โรคไตระยะสุดท้ายหรือไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย มักใช้กล่าวถึงภาวะที่ไตสูญเสียการทำงานอย่างรุนแรงจนต้องพิจารณาการรักษาทดแทนการทำงานของไต

ดังนั้น หากแพทย์แจ้งว่าเป็นโรคไตระยะที่ 5 ไม่ควรตีความทันทีว่าจะต้องล้างไต เพราะผู้ป่วยแต่ละคนอาจมีอาการและภาวะแทรกซ้อนแตกต่างกัน แพทย์จะต้องทำการประเมินสภาพร่างกาย ผลตรวจ และความจำเป็นในการรักษาของผู้ป่วยแต่ละรายก่อนพิจารณาว่าควรเริ่มล้างไตหรือการรักษาอื่นเมื่อใด

อาการของผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 5

โรคไตระยะที่ 5 มีอาการอะไรบ้าง?

ผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 5 อาจมีอาการจากการทำงานของไตที่ลดลงและการสะสมของของเสียหรือน้ำส่วนเกินในร่างกาย แต่ความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละคน บางรายอาจยังไม่มีอาการชัดเจน โดยอาการโรคไตในระยะนี้ที่อาจพบ ได้แก่

  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หรือไม่มีแรง
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรืออาเจียน
  • บวมบริเวณขา เท้า หรือใบหน้า
  • หายใจเหนื่อยหรือหอบ โดยเฉพาะเมื่อมีภาวะน้ำเกิน
  • คันตามผิวหนังหรือนอนหลับยาก
  • ปัสสาวะลดลงหรือมีลักษณะเปลี่ยนไป
  • เป็นตะคริวหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • สมาธิลดลง ง่วงซึม หรือสับสน
  • น้ำหนักลดหรือมีภาวะโภชนาการแย่ลง

อาการเหล่านี้สามารถเกิดจากโรคหรือภาวะอื่นได้เช่นกัน จึงไม่สามารถใช้เพียงอาการเพื่อระบุว่าเป็นโรคไตระยะที่ 5 ได้ การวินิจฉัยต้องอาศัยการตรวจการทำงานของไตและการประเมินจากแพทย์ร่วมด้วย

หากมีอาการ หายใจลำบากมาก เจ็บหน้าอก ใจสั่น ซึมหรือสับสนผิดปกติ อ่อนแรงมาก หรืออาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อรับการประเมิน เพราะอาจสัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

โรคไตระยะที่ 5 เกิดภาวะแทรกซ้อนอะไรได้บ้าง?

เมื่อไตทำงานลดลง อาจส่งผลต่อการควบคุมน้ำ เกลือแร่ การสร้างเม็ดเลือดแดง และสมดุลแร่ธาตุในร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 5 มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง ดังนี้

ภาวะน้ำเกินและบวม

เมื่อไตขับน้ำและโซเดียมได้น้อยลง อาจทำให้เกิดอาการบวม ความดันโลหิตสูง และหากมีน้ำคั่งในปอดอาจทำให้หายใจลำบาก

ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง

ไตที่ทำงานลดลงอาจกำจัดโพแทสเซียมส่วนเกินได้ไม่เพียงพอ หากระดับโพแทสเซียมสูงมากอาจรบกวนจังหวะการเต้นของหัวใจและเป็นอันตรายได้

ภาวะเลือดเป็นกรด

เมื่อไตขับกรดออกจากร่างกายได้ไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดภาวะกรดคั่งในเลือดและส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย

ภาวะโลหิตจาง

โรคไตเรื้อรังอาจทำให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจาง อ่อนเพลีย และเหนื่อยง่าย

ความผิดปกติของกระดูกและแร่ธาตุ

ไตที่ทำงานลดลงส่งผลต่อสมดุลของแคลเซียม ฟอสฟอรัส และฮอร์โมนที่ควบคุมแร่ธาตุ ซึ่งอาจนำไปสู่ความผิดปกติของกระดูกและหลอดเลือด

โรคไตระยะที่ 5 ต้องล้างไตทุกคนหรือไม่?

ผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 5 ไม่จำเป็นต้องเริ่มล้างไตทันทีทุกคน แม้จะมีค่า eGFR ต่ำกว่า 15 มล./นาที/1.73 ตร.ม. เพราะการตัดสินใจเริ่มล้างไตไม่ได้พิจารณาจากค่า eGFR เพียงอย่างเดียว แต่ต้องประเมินร่วมกับอาการ ภาวะแทรกซ้อน ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ คุณภาพชีวิต และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย

หากผู้ป่วยยังไม่มีอาการหรือภาวะแทรกซ้อนที่จำเป็นต้องเริ่มล้างไต แพทย์อาจติดตามอาการและผลตรวจอย่างใกล้ชิดต่อไป พร้อมวางแผนเตรียมการบำบัดทดแทนไตล่วงหน้า เพื่อให้สามารถเริ่มการรักษาได้อย่างเหมาะสมเมื่อมีข้อบ่งชี้

ภาวะแทรกซ้อนของโรคไตระยะที่ 5

อาการหรือภาวะแบบไหนที่อาจต้องพิจารณาเริ่มล้างไต?

การเริ่มล้างไตไม่ได้พิจารณาจากค่า eGFR เพียงอย่างเดียว แพทย์จะประเมินอาการ ผลตรวจ และภาวะแทรกซ้อนร่วมกัน โดยอาจพิจารณาเริ่มล้างไตเมื่อพบปัญหาที่ไม่สามารถควบคุมด้วยการรักษาทั่วไปได้ เช่น

  • มีอาการจากภาวะยูรีเมีย เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ซึม สับสน หรือมีอาการทางระบบประสาท
  • มีภาวะน้ำเกิน เช่น บวม หายใจลำบาก หรือควบคุมปริมาณน้ำในร่างกายได้ยาก
  • มีความผิดปกติของเกลือแร่หรือกรด-ด่าง เช่น โพแทสเซียมในเลือดสูงหรือภาวะเลือดเป็นกรดที่ควบคุมไม่ได้
  • ควบคุมความดันโลหิตได้ยาก แม้ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
  • ภาวะโภชนาการแย่ลงอย่างต่อเนื่อง แม้ได้รับการดูแลและปรับการรักษาแล้ว

ข้อบ่งชี้เหล่านี้มักเกิดขึ้นเมื่อค่า GFR ลดลงอยู่ในช่วงประมาณ 5–10 มล./นาที/1.73 ตร.ม. แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนต้องเริ่มล้างไตเมื่อค่า GFR ถึงระดับดังกล่าว การตัดสินใจต้องอาศัยการประเมินสภาพผู้ป่วยแต่ละรายร่วมกัน

เมื่อเป็นไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย มีวิธีรักษาอะไรบ้าง?

ผู้ป่วยที่เข้าสู่ภาวะไตล้มเหลวสามารถมีทางเลือกในการรักษาหลายรูปแบบ โดยการเลือกวิธีที่เหมาะสมต้องพิจารณาสุขภาพโดยรวม โรคร่วม อายุ วิถีชีวิต ความพร้อมของผู้ป่วยและครอบครัว ตลอดจนคำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทาง โดยวิธีรักษาในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้

การล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis: PD)

การล้างไตทางช่องท้องใช้เยื่อบุช่องท้องเป็นตัวกรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย โดยใส่น้ำยาล้างไตผ่านสายเข้าสู่ช่องท้อง แล้วระบายน้ำยาออกตามรอบที่กำหนด

ข้อแตกต่างสำคัญคือผู้ป่วยสามารถทำการรักษาล้างไตทางช่องท้องที่บ้านได้ โดยมีทั้งแบบเปลี่ยนน้ำยาด้วยตนเอง หรือ CAPD และแบบใช้เครื่องอัตโนมัติ หรือ APD ซึ่งโดยมากสามารถทำในช่วงกลางคืนขณะนอนหลับ

การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis: HD)

เป็นการนำเลือดออกจากร่างกายผ่านตัวกรองของเครื่องไตเทียม เพื่อกำจัดของเสียและน้ำส่วนเกิน ก่อนนำเลือดที่ผ่านการกรองกลับเข้าสู่ร่างกาย ผู้ป่วยจึงต้องมีทางเข้าสำหรับหลอดเลือดเพื่อใช้ในการฟอกเลือด

การฟอกเลือดอาจทำในศูนย์ไตเทียมหรือในบางระบบสามารถทำที่บ้านได้ โดยตารางการรักษาขึ้นอยู่กับรูปแบบที่แพทย์กำหนด

การปลูกถ่ายไต

เป็นการผ่าตัดนำไตจากผู้บริจาคมาปลูกถ่ายให้ผู้ป่วย เพื่อให้ไตใหม่ทำหน้าที่ทดแทนไตเดิม การปลูกถ่ายไตสามารถเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่มีความเหมาะสมทางการแพทย์ แต่ต้องผ่านกระบวนการประเมินและหลังปลูกถ่ายต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่อง

การดูแลโดยไม่บำบัดทดแทนไต

ผู้ป่วยบางรายอาจเลือกการดูแลโดยไม่ล้างไตหรือปลูกถ่ายไต โดยมุ่งควบคุมอาการ รักษาภาวะแทรกซ้อน และดูแลคุณภาพชีวิตให้ดีที่สุด แนวทางนี้อาจรวมถึงการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) และควรเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว และทีมรักษา โดยพิจารณาจากสุขภาพโดยรวม เป้าหมายการรักษา และความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย

การรักษาโรคไตระยะที่ 5 และการบำบัดทดแทนไต

ผู้ป่วยโรคไตระยะที่ 5 ควรเริ่มเตรียมตัวเรื่องการบำบัดทดแทนไตเมื่อไร?

ผู้ป่วยควรเริ่มวางแผนก่อนถึงวันที่จำเป็นต้องบำบัดทดแทนไตจริง เพื่อให้มีเวลาเลือกวิธีรักษาและเตรียมความพร้อมอย่างเหมาะสม โดยสิ่งที่ควรวางแผนร่วมกับทีมรักษา ได้แก่

  • ศึกษาทางเลือกในการรักษา: เช่น การล้างไตทางช่องท้อง (PD) การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (HD) การปลูกถ่ายไต หรือการดูแลโดยไม่บำบัดทดแทนไต
  • เลือกวิธีที่เหมาะกับตนเอง : โดยพิจารณาสุขภาพ โรคร่วม การใช้ชีวิต ความพร้อมของผู้ดูแล และความต้องการของผู้ป่วย
  • เตรียมความพร้อมสำหรับวิธีรักษาที่เลือก : เช่น การเตรียมเส้นเลือดสำหรับ HD หรือวางแผนใส่สายสำหรับ PD ตามคำแนะนำของทีมรักษา
  • ประเมินความเหมาะสมสำหรับการปลูกถ่ายไต : หากเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เพื่อให้มีเวลาเข้าสู่กระบวนการประเมินและเตรียมตัว

การวางแผนล่วงหน้าช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีเวลาทำความเข้าใจแต่ละทางเลือก เตรียมร่างกายและการใช้ชีวิต รวมถึงพูดคุยกับทีมรักษาได้อย่างรอบคอบมากขึ้น ซึ่งช่วยลดความเร่งรีบหากจำเป็นต้องเข้าสู่การบำบัดทดแทนไตในอนาคต

โรคไตระยะที่ 5 ควรติดตามอาการและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม

โรคไตระยะที่ 5 เป็นระยะที่ต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าระวังอาการและภาวะแทรกซ้อน รวมถึงเตรียมพร้อมสำหรับแนวทางการรักษาในอนาคต ผู้ป่วยควรพบแพทย์ตามนัดและวางแผนการรักษาร่วมกับทีมแพทย์ โดยคำนึงถึงสุขภาพโดยรวมและการใช้ชีวิตของแต่ละคน

หากการล้างไตทางช่องท้อง (PD) เป็นทางเลือกที่แพทย์และผู้ป่วยกำลังพิจารณา สามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ CAPD, APD การเตรียมตัวล้างไตที่บ้าน และสิทธิการรักษาได้ที่ Home Dialysis Thailand เพื่อทำความเข้าใจการรักษาและเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม

หมายเหตุ : ข้อมูลในบทความมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้ ผู้ป่วยควรได้รับการประเมินและวางแผนการรักษาตามภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล

อ้างอิงข้อมูลจาก :